บทที่ 15 เจ้ารู้จริงหรือ
เช้าวันต่อมา เจียงหว่านอี๋ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหวัง
เล็ก ๆ ว่าเรื่องปลูกผักเมื่อวานอาจเป็นเพียง
ความคิดชั่ววูบของตนเอง
หากไม่มีผู้ใดกล่าวถึง นางก็สามารถทำเป็นลืมได้
ทว่าเมื่อล้างหน้าแต่งตัวเรียบร้อยและเดินออกจากห้อง สิ่งแรกที่ชิงเถารายงานกลับเป็นเรื่องที่นางไม่อยากได้ยินที่สุด
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวให้คนถางพื้นที่เรียบร้อยแล้ว”
เจียงหว่านอี๋ชะงัก
“พื้นที่อะไร”
ชิงเถามองนางอย่างงุนงง
“แปลงผักของคุณหนูอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“…”
นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองมีแปลงผักจริง ๆ
ไม่เพียงมีเท่านั้น สาวใช้ของนางยังทำงานรวดเร็วอย่างยิ่ง เมื่อวานเพิ่งรับคำสั่ง วันนี้พื้นที่ก็ถูกถางเรียบร้อยแล้ว
เจียงหว่านอี๋มองใบหน้าซื่อ ๆ ของชิงเถาอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่อาจตำหนิอีกฝ่ายที่ทำตามคำสั่งได้ดีเกินไป
“แล้วเมล็ดพันธุ์เล่า”
“ได้มาแล้วเจ้าค่ะ”
ชิงเถาหยิบถุงผ้าเล็ก ๆ หลายถุงออกมาอย่างภาคภูมิใจ
มีทั้งผักกาด หัวไชเท้า และต้นหอม ล้วนเป็นสิ่งที่คนในครัวบอกว่าปลูกง่าย
เจียงหว่านอี๋มองถุงเหล่านั้นแล้วรู้สึกปวดศีรษะ
นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมล็ดใดเป็นเมล็ดใด
“เอาไปไว้ก่อน”
“คุณหนูไม่ไปปลูกหรือเจ้าคะ”
“วันนี้แดดแรง”
ชิงเถาเงยหน้ามองท้องฟ้านอกหน้าต่าง
ยามเช้าตรู่ แสงแดดอ่อนเสียจนแทบไม่มีความร้อน
เจียงหว่านอี๋เห็นสายตานั้นก็ขมวดคิ้วทันที
“ข้าบอกว่าแรงก็คือแรง”
“เจ้าค่ะ”
ชิงเถารีบก้มหน้า
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เจียงหว่านอี๋จึงรู้สึกว่าสาวใช้ผู้นี้กำลังกลั้นยิ้ม
นางกำลังคิดว่าจะไล่ชิงเถาออกไปเสียก่อน
พลันมีสาวใช้ด้านนอกเข้ามารายงานว่าคนจากเรือนของเซี่ยจิ่งเหิงมาส่งของ
เจียงหว่านอี๋นิ่งไปทันที
ไม่นานนัก กระดาษปึกหนึ่งก็ถูกนำมาวางตรงหน้า
ตัวอักษรบนกระดาษเรียบร้อยเป็นระเบียบ หมึกแห้งสนิทแล้ว เห็นได้ชัดว่าผู้คัดตั้งใจอย่างมาก
เป็นตำราการเพาะปลูกที่นางสั่งให้เขาคัดเมื่อวาน
เขาคัดเสร็จแล้วจริง ๆ
เจียงหว่านอี๋พลิกดูสองสามหน้า
สีหน้าค่อย ๆ ดูไม่ได้เข้าไปทุกที
นางเพียงหาเรื่องพูด
เพื่อไม่ให้หนังสือเล่มนั้นดูเหมือนของ
ที่มอบให้เขาเปล่า ๆ เท่านั้น
เหตุใดเซี่ยจิ่งเหิงจึงต้องจริงจังถึงเพียงนี้ด้วย
“คุณหนู”
ชิงเถาชะโงกหน้ามอง
“คุณชายเซี่ยเขียนตัวอักษรสวยจริง ๆ นะเจ้าคะ”
เจียงหว่านอี๋ปิดกระดาษดังพับ
“ก็พออ่านได้”
คุณหนูของนางอ่านอยู่ตั้งนานแท้ ๆ
สุดท้าย เจียงหว่านอี๋ก็ยังต้องออกจากเรือน
มิใช่เพราะอยากปลูกผัก
นางเพียงต้องการไปดูว่าคนงานถางพื้นที่ได้เรียบร้อยหรือไม่เท่านั้น
ส่วนถุงเมล็ดพันธุ์ที่ชิงเถาถือเดินตามมานั้น
ไม่เกี่ยวข้องกับนาง
ลานเล็กใกล้หอหนังสือเดิมถูกปล่อยรกร้างมานาน
เมื่อกำจัดวัชพืชออกแล้วจึงดูกว้างกว่าที่คิด ดินถูกพลิกขึ้นใหม่เป็นแปลงเล็ก ๆ สองแปลง
เจียงหว่านอี๋ยืนมองอยู่ริมทาง
จากนั้นก็มองถุงเมล็ดในมือชิงเถา
ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว..ต้องทำอย่างไรต่อ
นางจำได้เลือนรางว่าตำราที่เซี่ยจิ่งเหิงคัดมา
มีเรื่องเตรียมดินและหว่านเมล็ด แต่เมื่อเช้านางอ่านผ่าน ๆ เพียงเพื่อดูตัวอักษร มิได้คิดว่าจะต้องนำมาใช้จริง
เจียงหว่านอี๋กำลังคิดว่าจะกลับเรือนไปอ่านใหม่ก่อนดีหรือไม่ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณหนูใหญ่”
ร่างเล็กแข็งไปชั่วขณะ
เซี่ยจิ่งเหิงยืนอยู่ไม่ไกล ในมือมีหนังสือสองเล่ม
ดูเหมือนกำลังจะไปหอหนังสือ
สายตาของเขาเลื่อนจากนางไปยังแปลงดิน
ก่อนจะหยุดที่ถุงผ้าในมือชิงเถา
ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่ง
เจียงหว่านอี๋เชิดคางซึ่งเป็นท่าประจำของนาง
“มองอะไร”
“ไม่ได้มองอะไร”
เขาตอบเรียบ ๆ
นั่นยิ่งทำให้นางรู้สึกว่าเขากำลังมอง
“ข้าจะปลูกผัก”
“ข้าทราบ”
แน่นอนว่าเขาทราบ
เขาเป็นคนคัดตำรามาให้นางเอง!
เจียงหว่านอี๋เม้มปาก ก่อนถามอย่างไม่เต็มใจนัก
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องปลูกอย่างไร”
เซี่ยจิ่งเหิงมองแปลงดินอีกครั้ง
“รู้เล็กน้อย”
คราวนี้นางประหลาดใจจริง ๆ
“เจ้าเคยปลูก?”
“เคย”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้นางหยุดคิด
เจียงหว่านอี๋ไม่เคยคิดว่าเซี่ยจิ่งเหิงเคยทำเรื่องเช่นนี้
ในความทรงจำของนาง เขามีเพียงสองภาพ
เด็กหนุ่มผอมบางที่ถูกนางเรียกใช้และกลั่นแกล้งอยู่เสมอ กับชายหนุ่มในชุดขุนนางที่ยืนมองนางดื่มยาพิษอย่างเย็นชา
นางแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตของเขาเลย
ไม่รู้ว่าเขาเคยอยู่ที่ใดก่อนมาจวนเจียง ไม่รู้ว่าเคยทำอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดเขาจึงอ่านหนังสือมากมายทั้งที่ไม่มีผู้ใดส่งเขาเข้าสำนักศึกษา
ความคิดเหล่านั้นผุดขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนเจียงหว่านอี๋จะรีบกดมันลง เรื่องของเขาไม่เกี่ยวกับนาง
นางเพียงต้องปลูกผักเท่านั้น
เด็กหญิงยื่นมือไปหยิบถุงเมล็ดจากชิงเถา
แล้วส่งให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ
“เช่นนั้นเจ้าปลูก”
เซี่ยจิ่งเหิงมองถุงเมล็ดในมือของนาง
จากนั้นจึงเงยหน้ามองนาง
“คุณหนูบอกว่าจะปลูกเองมิใช่หรือ”
เจียงหว่านอี๋ชะงักอีกครั้ง
นางจ้องเขาอยู่สองอึดใจ ก่อนยัดถุงเมล็ดใส่มือเขา
“ข้าจะปลูก”
นางกล่าวอย่างหนักแน่น
“ส่วนเจ้าสอน”
เซี่ยจิ่งเหิงก้มมองถุงเมล็ดในมือ
ครู่หนึ่งจึงตอบ
“ได้”
เจียงหว่านอี๋รู้สึกว่าคำว่า ‘ได้’ ของคนผู้นี้
น่ารำคาญขึ้นทุกวัน
เพราะทุกครั้งที่เขาพูดมันออกมา
เรื่องที่นางพูดส่งเดชเอาไว้ มักกลายเป็นเรื่องจริงเสมอ.
